สูตรใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมัน และการใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมันให้ได้ผลผลิตสูง และลดต้นทุน

การใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมัน ถือเป็นไม้ยืนต้นที่มีอัตราเติบโตและให้ผลผลิตที่สูง อีกทั้งเป็นผลผลิตในรูปน้ำมัน ซึ่งมีต้นทุนในการสังเคราะห์สูงกว่าแป้งและโปรตีน ปาล์มน้ำมันจึงต้องการธาตุอาหารพืชในปริมาณที่มาก วิธีการใส่ปุ๋ยที่สวนของบริษัทซีพีไอใช้มาอย่างได้ผลโดยตลอด คือ การใส่ปุ๋ยให้เพียงพอต่อการสร้างต้นและเพื่อการสร้างทะลาย กล่าวคือปุ๋ยส่วนหนึ่งให้ธาตุอาหารที่จะถูกตรึงอยู่ในมวลของต้น ได้แก่ ใบ ลำต้น รากที่เพิ่มขึ้นต่อปี และปุ๋ยอีกส่วนหนึ่งให้ธาตุอาหารเพื่อชดเชยกับที่ติดไปกับทะลายที่นำออกจากสวน (ภาพที่ 1) การชดเชยธาตุอาหารตามผลผลิตทะลายที่นำออกไปจึงเป็นการคืนธาตุอาหารให้กับดิน ซึ่งจะทำให้สามารถรักษากำลังผลิตของดินให้ยั่งยืน กล่าวคือแปลงที่ปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตสูงจะได้รับปุ๋ยคืนสู่ดินในปริมาณสูงไปด้วย ขณะที่แปลงที่มีผลผลิตต่ำ ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่เพราะขาดธาตุอาหารเพียงอย่างเดียวจะไม่มีการให้ปุ๋ยฟุ่มเฟือย อีกทั้งวิธีนี้เหมือนบังคับให้ผู้ปลูกปาล์มน้ำมันต้องมีการเก็บข้อมูลผลผลิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ เพื่อจะได้สามารถประเมินประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยและค่าใช้จ่ายในการจัดการที่คุ้มการลงทุน ปริมาณธาตุอาหารในรูปของปุ๋ยเคมีที่ใช้เพื่อสร้างต้นก่อนให้ทะลาย กับที่ต้องใช้ทั้งในการสร้างต้นและสร้างทะลายได้แสดงในตารางที่ 1 (คำนวณโดยใช้ข้อมูลจาก International Potash Institute, 1991 และข้อมูลของ CPI)

การใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมันให้ได้ผลผลิตสูงและลดต้นทุน
การใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมันให้ได้ผลผลิตสูงและลดต้นทุน


ตารางที่ 1
อัตราการให้ปุ๋ยเคมีประจำปีแก่ปาล์มน้ำมัน
ก. สำหรับการสร้างต้นของต้นปาล์มน้ำมันเล็กก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

ต้นเล็กก่อนให้ทะลาย อัตราปุ๋ย, กิโลกรัมต่อต้นต่อปี
แอมโมเนียมซัลเฟต
21-0-0
หินฟอสเฟต

0-3-0

โพแทสเซียมคลอไรด์
0-0-60
โดโลไมท์
30%CaO+ 20%MgO
รวม
ปีที่ 1 2.0 1.0 1.0 1.0 5.0
ปีที่ 2 2.0 1.0 1.0 1.0 5.0
ปีที่ 3 2.5 1.0 1.3 1.0 5.8

ข. สำหรับต้นปาล์มน้ำมันที่ให้ผลผลิตแล้ว จะให้ปริมาณปุ๋ยเพื่อสร้างต้นและตามปริมาณที่อยู่ในทะลายที่นำออกจากสวน

น้ำหนักทะลายสด อัตราปุ๋ย, กิโลกรัมต่อต้นต่อปี
ตัน/ไร่ กก./ต้น แอมโมเนียมซัลเฟต
21-0-0
หินฟอสเฟต

0-3-0

โพแทสเซียมคลอไรด์
0-0-60
โดโลไมท์
30%CaO+ 20%MgO
รวม
0.5 22.7 4.2 1.2 2.3 2.6 10.3
1.0 45.5 4.5 1.3 2.5 2.7 11.0
1.5 68.2 4.8 1.5 2.6 2.8 11.7
2.0 90.9 5.1 1.6 2.8 2.9 12.3
2.5 113.6 5.4 1.7 3.0 2.9 13.0
3.0 136.4 5.7 1.8 3.1 3.0 13.7
3.5 159.1 6.1 1.9 3.3 3.1 14.4
4.0 181.8 6.4 2.0 3.5 3.2 15.1
4.5 204.5 6.7 2.1 3.7 3.3 15.8
5.0 227.3 7.0 2.3 3.8 3.4 16.5


ภาพที่ 1
การศึกษามวลชีวภาพและปริมาณอาหารพืช ของแต่ละชิ้นส่วนของต้นปาล์ม เช่น ใบ ทางใบลำต้น ราก
และทะลาย เพื่อใช้คำนวณเป็นระดับอ้างอิงในการใส่ปุ๋ยให้กับต้นปาล์ม ของ บริษัท ซีพีไอ อะโกรเทค จำกัด
ทำงานร่วมกับ นักวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพเกษตร ม.เกษตรศาสตร์


การวัดมวลชีวภาพของต้นปาล์ม อายุ 19 ปี เมื่อปี 2542 ที่สวนปะทิว


การวัดมวลชีวภาพของต้นปาล์ม อายุ 2 ปี เมื่อปี 2550 ที่สวนเขาไชยราช


การวัดมวลชีวภาพของต้นปาล์มอายุ 4 ปี เมื่อปี 2553 ที่สวนเขาไชยราช

 

แนวทาง การใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมัน มีดังนี้

เนื่องจากดินปลูกปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่เป็นดินเนื้อหยาบ สามารถดูดซับธาตุอาหารพืชในปุ๋ยเคมีได้ในปริมาณน้อย มีโอกาสสูญเสียไปกับการชะล้างของฝนได้ จึงควรเติมอินทรียวัตถุลงดินก่อน เช่นใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักขณะต้นยังเล็ก หรือใช้ทะลายปาล์มเปล่าคลุมโคนและพยายามเติมให้ทุกปี เมื่อต้นโตให้สร้างแถวกองทาง คือนำใบที่ตัดออกจากต้นมากองเป็นแนวขนานกับแถวปาล์มน้ำมัน แถวเว้นแถวหรือทุกแถว วางทับซ้อนกันไปเรื่อยๆ เวลาใส่ปุ๋ยเคมีให้สาดใส่บนอินทรียวัตถุหรือบนกองทางใบ อินทรียวัตถุที่ได้จากการย่อยสลายของทางใบเป็นตัวช่วยตรึงปุ๋ยไม่ให้ถูกน้ำชะล้างไป และยังช่วยรักษากิจกรรมของจุลินทรีย์ในดินให้ช่วยย่อยทางใบและสลายเป็นอินทรียวัตถุบำรุงดินได้เร็วขึ้นต่อไป (ภาพที่ 2)

การใส่ปุ๋ยเคมีหลักกับปูนโดโลไมท์ จะทำให้ต้นปาล์มน้ำมันได้ธาตุอาหาร ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และกำมะถัน ซึ่งเป็นธาตุที่ต้นพืชต้องการในปริมาณที่มาก ส่วนจุลธาตุอื่น ต้นปาล์มน้ำมันต้องการโบรอนชัดเจน จึงควรใส่โบรอนทุกปีโดยเฉพาะเมื่อใบแสดงอาการขาด ใส่ในรูปของปุ๋ยที่ให้ทางดิน ชื่อทางการค้า Fertibor หรือ Quibor มี 15%B ในปริมาณ 50-100 กรัมต่อต้นต่อปี ส่วนจุลธาตุที่มีโอกาสขาดได้คือ ธาตุทองแดงกับสังกะสี ซึ่งควรใส่โดยพิจารณาจากค่าวิเคราะห์เคมีของใบ โดยวิธีการใส่จุลธาตุก็หว่านไปบนกองทางเช่นเดียวกับปุ๋ยเคมี

ลำดับการใส่ปุ๋ยในรอบปี พิจารณาจากความยากง่ายในการละลายน้ำของปุ๋ย ปุ๋ยหินฟอสเฟตและโดโลไมท์ละลายน้ำได้น้อย จึงใส่ในช่วงไหนของปีก็ได้ เพียงแต่ต้องระวังที่ลาดชันมากๆที่มีน้ำไหลบ่าพาปุ๋ยออกจากพื้นที่ ส่วนปุ๋ยที่ละลายในน้ำได้มากคือปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต(21-0-0) หรือยูเรีย และปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ (0-0-60) ควรแบ่งใส่อย่างน้อยเป็น 2 ครั้ง ครั้งแรกในช่วงต้นฝนและอีกครั้งในช่วงปลายฝน คือ ประมาณ 60% ของปริมาณปุ๋ยที่ต้องใส่ทั้งปี เพราะเมื่อฝนตกต้นปาล์มจะได้นำปุ๋ยไปใช้ได้ทันที ปุ๋ยส่วนที่เหลือค่อยใส่ตอนปลายฝน เพราะช่วงฝนจะมีความลำบากในการเข้าไปปฏิบัติงานในสวน ให้หลีกเลี่ยงช่วงฝนตกชุกที่มีโอกาสของการชะปุ๋ยไปตามน้ำฝน หรือจะแบ่งใส่เป็น 3 ครั้งต่อปี คือ ต้นฝน 40% กลางฝน 30% และปลายฝน 30% ของปริมาณปุ๋ยที่ต้องใส่ทั้งปี ทั้งนี้ขึ้นกับแรงงานที่มี

เนื่องจากปูนโดโลไมท์มีระดับความเป็นด่างสูง หากให้ปุ๋ยไนโตรเจนสัมผัสกับปูนโดยตรง จะมีโอกาสที่สารประกอบไนโตรเจนถูกเปลี่ยนเป็นแก๊สแอมโมเนีย ซึ่งจะระเหยสูญเสียจากดินได้ จึงเป็นข้อแนะนำว่าการใส่ปูน ให้โรยเป็นทางด้านหนึ่ง ส่วนการใส่ปุ๋ยตัวอื่นให้ใส่บนกองทางที่จะไม่ทับลงไป บนปูนโดยตรง การใส่ปุ๋ยตัวอื่นๆให้หว่านกระจายไปทั่วกองทางให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้จะช่วยให้ชิ้นส่วนทางใบถูกย่อยสลายได้ง่ายขึ้นด้วย ข้อควรเข้าใจคือ ท่อน้ำและท่ออาหารภายในลำต้นพืชมีการเชื่อมติดต่อถึงกัน การให้พื้นที่บางบริเวณของดินในเขตรากพืชมีความชื้นและมีธาตุอาหารเพียงพอ จะทำให้เกิดกิจกรรมของจุลินทรีย์ในดินได้มาก ซึ่งจะส่งเสริมการดูดใช้ธาตุอาหารของต้นพืชได้ผลดีกว่าการหว่านลงดินทั่วบริเวณต้น (แบบหว่านรอบโคนต้น) ที่มีสภาพแห้งและมีกิจกรรมจุลินทรีย์น้อย การสร้างกองทางใบจึงเป็นแนวทางที่แนะนำให้ปฏิบัติเพื่อให้เกิดสภาพดินที่เหมาะสมข้างใต้กองทาง ซึ่งรากต้นปาล์มน้ำมันจะขยายแผ่มาอยู่อย่างหนาแน่น และยังคงมีชีวิตอยู่ได้ในช่วงแล้ง

ภาพที่ 2 การวางกองทางใบและใส่ปุ๋ยบนกองทางใบ

 
 

แชร์บทความนี้

เพิ่มเราเป็นเพื่อน